เมื่อสี่ปีก่อน อีลอน มัสก์
ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการของสเปซเอกซ์ บริษัทเอกชนด้านการขนส่งอวกาศยักษ์ใหญ่
ได้ผุดความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมดาวอังคารที่หนาวยะเยือกอย่างในปัจจุบันให้มนุษย์อยู่อาศัยได้โดยการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ใส่ขั้วดาวอังคาร
โดยเชื่อว่าการระเบิดทำให้น้ำแข็งปริมาณมหาศาลที่ขั้วโลกระเหยออกมา
เพิ่มระดับของไอน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศให้มากพอที่จะทำให้เกิดสภาวะเรือนกระจก
ซึ่งจะทำให้ดาวอังคารอุ่นขึ้น
แนวคิดหลุดโลกนี้ของมัสก์ไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก
เช่นเมื่อปีที่แล้ว
งานวิจัยหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์แอสโทรโนมีได้ให้ความเห็นว่า
ดาวอังคารมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ไม่มากพอที่จะทำให้ดาวอังคารอุ่นขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ต่อให้ใช้น้ำแข็งที่ขั้วโลกทั้งหมดก็ตาม
ดังนั้นการปรับสภาพแผ่นดินดาวอังคารให้อยู่อาศัยได้จึงเป็นเรื่องพ้นความสามารถของเทคโนโลยีปัจจุบัน
นอกจากนี้ ไมเคิล แมนน์
นักวิทยาศาสตร์ด้านลมฟ้าอากาศจากมหาวิทยาลัยเพนน์สเตต ให้ความเห็นว่า
การใช้ระเบิดนิวเคลียร์นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังอาจทำให้เกิดผลร้ายตามมา
นั่นคือปรากฏการณ์ฤดูหนาวนิวเคลียร์
เพราะการระเบิดย่อมทำให้เกิดฝุ่นควันจำนวนมากขึ้นไปบนบรรยากาศ
เป็นการปิดกั้นแสงแดดไม่ให้ส่องถึงพื้นผิว ทำให้สภาพอากาศหนาวเย็นลง ปรากฏการณ์นี้เองที่นักวิทยาศาสตร์คาดว่าเป็นเหตุให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เมื่อ
64 ล้านปีก่อนจากการที่ดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก
อย่างไรก็ตาม
หลังจากที่มัสก์ได้เสนอความเห็นที่จะระเบิดขั้วดาวอังคารในครั้งแรกแล้ว
เขาก็ไม่ได้พูดเรื่องนี้อีกมากนักจนหลายคนอาจคิดว่ามัสก์คงล้มเลิกความคิดไปแล้ว
แต่เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา
มัสก์ได้ทวิตข้อความสั้น ๆ ว่า "ระเบิดดาวอังคาร!"
และตามมาด้วยข้อความว่า "เสื้อยืด เร็ว ๆ นี้"
พร้อมกับออกแบบเสื้อยืดที่มีลายสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการทิ้งระเบิดใส่ดาวอังคาร
![]() |
ดาวอังคาร
มีขั้วใต้ที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งแห้ง (คาร์บอนไดออกไซด์แข็ง) อีลอน มัสก์
ประธานบริษัทสเปซเอกซ์มีแผนจะยิงระเบิดนิวเคลียร์ใส่ที่นี่! (จาก NASA/J.
Bell (Cornell U.) and M. Wolff (SSI))
ต่อมาในวันที่ 20 มัสก์ได้ทวิตเกี่ยวกับแนวคิดนี้อีกระลอกหนึ่งโดยอธิบายว่า การทิ้งระเบิดใส่ดาวอังคารอาจเป็นการใช้ระเบิดนิวเคลียร์แบบฟิวชันลูกเล็กหลายลูกไประเบิดที่เหนือชั้นบรรยากาศของดาวอังคารอย่างต่อเนื่อง เหมือนการสร้างดวงอาทิตย์ปลอมไว้เพื่อสร้างความร้อน การทำอย่างนี้จะไม่ทำให้ดาวอังคารต้องเปื้อนกัมมันตภาพรังสี
ความคิดเรื่องการแปลงสภาพแวดล้อมบนดาวอังคารที่ทั้งแล้งและมีรังสีเข้มข้นให้กลายเป็นสภาพที่อยู่อาศัยได้
เป็นเป้าหมายระยะยาวและเป้าหมายสูงสุดของมัสก์
เขามีความฝันที่จะให้ดาวอังคารเป็นโลกสำรองของมนุษยชาติ การลงทุนในธุรกิจการบินอวกาศด้วยการพัฒนาจรวดออกมาหลายรุ่น
ก็เป็นการกรุยทางไปสู่จุดหมายปลายฝันนั้น
อวกาศยานรุ่นต่อไปที่สเปซเอกซ์กำลังพัฒนาคือ จรวดซูเปอร์เฮฟวี และยานสตาร์ชิป
(ชื่อเดิมคือ บิกฟัลคอน) เป็นยานขนาดยักษ์ที่จะบรรทุกผู้โดยสารได้มากถึงคราวละ 100
คนไปยังดาวอังคารได้ และยังเป็นอวกาศยานแบบใช้ซ้ำโดยสมบูรณ์
คาดว่าจรวดซูเปอร์เฮฟวีจะเริ่มนำดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศได้ในปี 2564
และจะเริ่มบรรทุกมนุษยอวกาศได้ภายในปี 2566
ที่มา:
|

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น