วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2562

อวกาศ : แนวคิดใหม่เชื่อดาวศุกร์ยุคโบราณมีสภาพเอื้อให้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้

อุณหภูมิพื้นผิวของดาวศุกร์ในปัจจุบันมีความร้อนสูงจนหลอมตะกั่วได้

แม้จะมีการขนานนามดาวศุกร์หรือวีนัส (Venus) ว่าเป็นดาวคู่แฝดของโลก เพราะตั้งอยู่ใกล้กันและมีขนาดเกือบเท่ากันพอดี แต่การที่ดาวศุกร์มีอุณหภูมิร้อนแรงเหมือนแดนนรก ทั้งยังมีสภาพบรรยากาศไม่เหมาะให้สิ่งมีชีวิตอยู่อาศัย ทำให้มันถูกมองว่าเป็นแฝดคนละฝากับโลกอยู่เสมอมา

แต่ล่าสุดมีผลการศึกษาจากทีมนักดาราศาสตร์ขององค์การนาซา ซึ่งเสนอว่ามีความเป็นไปได้ที่ดาวศุกร์ในอดีตเมื่อยุคโบราณหลายพันล้านปีก่อน จะมีความคล้ายคลึงกับโลกของเราในปัจจุบันมากกว่าที่เคยคิดกันไว้ โดยอาจมีทั้งมหาสมุทรและอุณหภูมิที่อบอุ่นพอเหมาะระหว่าง 20-40 องศาเซลเซียส

มีการเสนอแนวคิดใหม่ข้างต้นในที่ประชุมร่วมสภาวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์แห่งยุโรป (EPSC-DPS Joint Meeting 2019) ที่นครเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์ โดยทีมผู้วิจัยชี้ว่า แม้ดาวศุกร์ในปัจจุบันจะมีอุณหภูมิพื้นผิวเฉลี่ยสูงถึง 462 องศาเซลเซียสซึ่งหลอมละลายตะกั่วได้ ทั้งยังมีบรรยากาศเป็นพิษที่เต็มไปด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งหนาแน่นกว่าบรรยากาศโลก 90 เท่า แต่ดาวศุกร์ในยุคโบราณอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น


ดร. ไมเคิล เวย์ ผู้นำทีมวิจัยของนาซาบอกว่า ผลการศึกษาของพวกเขาซึ่งได้จากการสร้างและเปรียบเทียบแบบจำลองคอมพิวเตอร์หลากหลายแบบ โดยใส่ข้อมูลทางดาราศาสตร์ รวมทั้งข้อมูลบรรยากาศและภูมิประเทศของดาวศุกร์ในสภาพที่สมมติว่ามีน้ำบนพื้นผิวลงไปคำนวณด้วยนั้น พบว่ามีความเป็นไปได้ที่ดาวศุกร์จะเคยมีมหาสมุทรอยู่ตั้งแต่เมื่อ 4.2 พันล้านปีก่อน

ภาพจำลองดาวศุกร์ในยุคโบราณ ซึ่งอาจมีมหาสมุทรปกคลุมพื้นผิวเมื่อหลายพันล้านปีก่อน


ดร. เวย์ชี้ว่า มหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาลบนพื้นผิวดาวศุกร์ รวมทั้งสภาพอากาศที่อบอุ่นพอเหมาะสำหรับสิ่งมีชีวิตเช่นนี้ สามารถจะคงอยู่ได้ยาวนานเป็นเวลาถึง 3 พันล้านปี จนกระทั่งเกิดภัยพิบัติบางอย่างที่ทำให้เกิดการสะสมของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศจนหนาทึบขึ้นและแหล่งน้ำเหือดแห้งไป เมื่อราว 700 ล้านปีก่อน

"เรามีสมมติฐานว่า น่าจะเกิดเหตุภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่บนดาวศุกร์ ซึ่งทำให้หินหนืดปริมาณมหาศาลลงไปถมพื้นที่มหาสมุทรจนตื้นขึ้น นอกจากนี้ หินหนืดจากภูเขาไฟยังปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ แต่ไม่สามารถดูดซับกลับคืนมายังพื้นผิวดาวเมื่อหินหนืดเย็นตัวลงไปแล้วได้" ดร. เวย์ อธิบาย

"สิ่งนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกชนิดรุนแรง ซึ่งทำให้ดาวศุกร์ไม่สามารถแผ่ความร้อนออกสู่ห้วงอวกาศภายนอก และมีอุณหภูมิพุ่งสูงขึ้น จนน้ำไม่สามารถคงสภาพของเหลวที่พื้นผิวดาวได้อีกต่อไป"

ดร. เวย์ยังชี้ว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นบนโลกมาแล้ว แต่มีระดับความรุนแรงน้อยกว่า เช่นการระเบิดของภูเขาไฟครั้งใหญ่เมื่อ 500 ล้านปีก่อน ซึ่งทำให้สิ่งมีชีวิตนานาชนิดต้องสูญพันธุ์ไป และคงเหลือร่องรอยเป็นพื้นที่ปกคลุมด้วยหินภูเขาไฟ "ไซบีเรียน แทรปส์" ในรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ที่ว่าดาวศุกร์อาจเคยมีสภาพแวดล้อมเกื้อหนุนต่อสิ่งมีชีวิตเช่นนี้ ทำให้คาดกันว่านักดาราศาสตร์จะหันมาให้ความสนใจมากขึ้นต่อการสำรวจดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะใน "วีนัสโซน" (Venus Zone) หรือดาวบริวารที่โคจรในระยะห่างจากดาวฤกษ์ไม่มากนักเหมือนกับดาวศุกร์ ซึ่งก่อนหน้านี้นักดาราศาสตร์คิดว่าดาวเคราะห์ในวีนัสโซนไม่สามารถเป็นสถานที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตได้

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2562

อวกาศ : นักดาราศาสตร์ค้นพบน้ำเป็นครั้งแรกบนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะในเขตเกื้อหนุนสิ่งมีชีวิต

บรรยากาศของดาว K2-18b อาจมีน้ำเป็นองค์ประกอบได้สูงสุดถึง 50%

ทีมนักดาราศาสตร์ของสหราชอาณาจักรค้นพบว่า ดาว K2-18b ซึ่งเป็นดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่อยู่ห่างจากโลก 111ปีแสง มีน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญในชั้นบรรยากาศ

ถือเป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบร่องรอยของน้ำ บนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่โคจรอยู่ในเขตเอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต(Goldilocks Zone) กล่าวคือดาวเคราะห์อยู่ในระยะห่างจากดาวฤกษ์อย่างพอเหมาะ ทำให้มีอุณหภูมิไม่ถึงขั้นร้อนจัดหรือเย็นจัดมากเกินไป จนน้ำสามารถคงสภาพเป็นของเหลวอยู่ที่พื้นผิวดาวได้

ทีมนักดาราศาสตร์จากยูนิเวอร์ซิตี คอลเลจ ลอนดอน หรือยูซีแอล (UCL)รายงานการค้นพบดังกล่าวในวารสารNature Astronomy โดยระบุว่าการค้นพบน้ำบนดาวเคราะห์ที่อยู่ในเขตอุณหภูมิเหมาะสมดังกล่าว ทำให้ดาว K2-18b กลายเป็นสถานที่เป้าหมายในการค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวแห่งหนึ่งที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดในขณะนี้

ศาสตราจารย์จีโอวานนา ทีเร็ตตี ผู้นำทีมนักดาราศาสตร์ของยูซีแอลบอกว่า ได้ค้นพบน้ำบนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะดังกล่าว จากการวิเคราะห์ข้อมูลที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลตรวจพบระหว่างปี2016-2017 และทราบถึงองค์ประกอบทางเคมีในชั้นบรรยากาศของดาวดวงนี้ได้ โดยสังเกตลักษณะของแสงที่ส่องผ่านชั้นบรรยากาศออกมา ซึ่งแสงดาวจะเปลี่ยนไปขณะที่ดาวเคราะห์กำลังเคลื่อนผ่านตัดหน้าดาวฤกษ์ของตนเอง คนส่วนใหญ่รู้จักปรากฏการณ์นี้ในชื่อว่า "ทรานซิต" (transit)

ผลการวิเคราะห์แสงดาว K2-18b ขณะเกิดปรากฏการณ์ทรานซิต ชี้ว่ามีโมเลกุลของน้ำอยู่ในชั้นบรรยากาศปริมาณมาก โดยอาจมีน้ำเป็นองค์ประกอบได้สูงสุดถึง 50% เลยทีเดียว


กล้องโทรทรรศน์อวกาศ ARIEL ขององค์การอวกาศยุโรป จะเริ่มสำรวจหาร่องรอย
ของสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะในปี 2028

ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะดวงนี้ ยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ ที่เหมาะสมต่อการเป็นแหล่งกำเนิดและอาศัยของสิ่งมีชีวิตคล้ายกับโลกอีกด้วย เช่นมีขนาดไม่ใหญ่โตจนเกินไป โดยมีขนาดใหญ่กว่าโลกราว 2 เท่า และคาดว่ามีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 0-40 องศาเซลเซียส จัดว่าเป็นดาวเคราะห์ประเภทซูเปอร์เอิร์ธ (Super-Earth) คือมีขนาดใหญ่กว่าโลกแต่ไม่ใหญ่เกินขนาดของดาวน้ำแข็งอย่างเนปจูนและยูเรนัส

อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาว K2-18b จริงหรือไม่ แต่ภายในช่วง 10 ปีข้างหน้า นักวิทยาศาสตร์จะสามารถใช้อุปกรณ์สำรวจที่ทันสมัยขึ้น เข้าตรวจสอบก๊าซในชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะได้ เพื่อให้ทราบว่ามีก๊าซที่เกิดจากสิ่งมีชีวิตปะปนอยู่บ้างหรือไม่และมีอยู่มากน้อยเพียงใด

อุปกรณ์สำรวจรุ่นใหม่เหล่านี้ได้แก่กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์ (JWST)ซึ่งมีกำหนดจะปล่อยขึ้นสู่ห้วงอวกาศในปี2021 รวมทั้งกล้องโทรทรรศน์อวกาศ ARIELขององค์การอวกาศยุโรป ซึ่งจะเริ่มใช้งานในปี 2028 โดยใช้รังสีอินฟราเรดตรวจจับองค์ประกอบต่าง ๆ ในชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะจากระยะไกล

ศ. ทีเร็ตตีกล่าวด้วยว่า นักดาราศาสตร์ยังคงต้องศึกษาต่อไปในระยะยาว เพื่อให้ทราบว่าจะต้องใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศรุ่นใหม่มองหาก๊าซชนิดใดบ้างที่เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งมีชีวิต โดยอาจจะต้องศึกษาบรรยากาศของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะหลายร้อยดวง รวมทั้งกำเนิดและความเป็นมาของมันเสียก่อนที่จะได้ข้อสรุปในเรื่องนี้



วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562

เผยเนื้อหินดาวเคราะห์น้อยริวกิว


เมื่อเดือนมิถุนายน 2561 ยานฮะยะบุซะ 2 ขององค์การอวกาศญี่ปุ่นหรือแจ็กซา (JAXA) ได้เดินทางไปถึงดาวเคราะห์น้อยริวกิว ยานลำนี้มีภารกิจหลักคือเก็บตัวอย่างหินจากดาวเคราะห์น้อยกลับมายังโลก นอกจากนี้ยังมีการปล่อยยานลูกลงไปสำรวจถึงพื้นผิวสี่ลำ

ภารกิจนี้ได้เลือกริวกิวเป็นวัตถุเป้าหมาย เนื่องจากดาวเคราะห์น้อยดวงนี้มีองค์ประกอบเป็นคาร์บอน นักดาราศาสตร์คาดว่าดาวเคราะห์น้อยประเภทนี้เป็นตัวแทนของสสารดั้งเดิมที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่การกำเนิดระบบสุริยะ

ภารกิจการปล่อยยานลูกและเก็บตัวอย่างจากริวกิวของยานฮะยะบุซะ 2 ได้ผ่านพ้นไปแล้ว เหลือเพียงการเดินทางกลับมายังโลก ซึ่งมีกำหนดจะกลับมาถึงโลกในเดือนธันวาคม 2563 ขณะนี้นักดาราศาสตร์จึงต่างตั้งตารอคอยให้ถึงวันที่จะได้สัมผัสกับตัวอย่างหินจากริวกิวและนำไปศึกษาวิเคราะห์ในห้องทดลอง ซึ่งคาดว่าจะช่วยไขความเร้นลับเกี่ยวกับดาวเคราะห์น้อยดวงนี้และของระบบสุริยะด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวอย่างหินจากริวกิวจะยังไม่กลับมาถึงโลก ข้อมูลเบื้องต้นจากฮะยะบุซะ 2 ที่ส่งกลับมาจนถึงขณะนี้ก็ทำให้นักดาราศาสตร์ต้องตะลึงแล้ว

หนึ่งในยานลูกที่ยานฮะยะบุซะ 2 ปล่อยลงไปบนริวกิวคือ มัสคอต (MASCOT--Mobile Asteroid Surface Scout) ซึ่งพัฒนาโดยศูนย์การบินและอวกาศเยอรมัน ร่วมกับองค์การอวกาศฝรั่งเศส มัสคอตเป็นยานรูปสี่เหลี่ยมขนาดเท่ากล่องรองเท้า ไม่มีล้อหรือขา เคลื่อนที่โดยการกระดอนและพลิกตัวเองโดยอาศัยล้อตุนกำลังที่อยู่ภายใน ภารกิจของมัสคอตที่สั้นเพียง 17 ชั่วโมงคือ สำรวจโครงสร้าง การกระจาย และลักษณะพื้นผิวของหินในระดับพิสัยเล็ก

ยานมัสคอตกับอุปกรณ์มัสแคม  (จาก DLR (CC-By 3.0))

การวิเคราะห์ภาพถ่ายจากกล้องมัสแคมซึ่งติดอยู่บนยานมัสคอต ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ทราบเส้นทางการเคลื่อนที่ที่ยานทิ้งตัวลงบนพื้นผิวของดาวเคราะห์น้อยริวกิวได้ จุด MR คือจุดที่มัสคอตแยกออกจากยานฮะยะบุซะ 2, CP 1 คือจุดที่ยานสัมผัสพื้นผิวครั้งแรก, เส้นโค้งหัวลูกศรแสดงตำแหน่งทิศทางที่มัสคอตกลิ้งกระดอนไปบนผิว  (จาก JAXA/U Tokyo/Kocchi U/Rikkyo U/Nagoya U/Chiba Inst. Tech./Meiji U/ U Aizu/AIST;DLR.)

ภาพถ่ายระยะใกล้จากมัสคอตแสดงให้เห็นหินสองชนิดปะปนกัน ทั้งสองชนิดมีสีคล้ำ สะท้อนแสงได้เพียง 4.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งใกล้เคียงกับถ่านหุงข้าว ชนิดหนึ่งมีสีเข้มกว่ามีผิวขรุขระตะปุ่มตะป่ำเหมือนดอกกะหล่ำ อีกชนิดหนึ่งสีซีดกว่าเล็กน้อย มีผิวเรียบและมีขอบหยักคม จากภาพที่ปรากฏรวมถึงค่าที่วัดได้จากเครื่องมืออื่นแสดงว่า ริวกิวมีโครงสร้างแบบ "กองหิน" ซึ่งหมายถึงประกอบด้วยหินก้อนเล็กมาเกาะอยู่ด้วยกันอย่างหลวม ๆ เหมือนไข่กบ


นอกจากนี้เนื้อหินยังมีจุดสว่างเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่ว ซึ่งดูคล้ายกับที่พบในอุกกาบาตชนิดหายากที่พบบนโลกชนิดหนึ่ง เรียกว่า อุกกาบาตหินเนื้อเม็ดชนิดคาร์บอน (carbonaceous chondrite) อุกกาบาตชนิดนี้นับเป็นหินที่มีอายุเก่าแก่มากที่สุดชนิดหนึ่งในระบบสุริยะ และเป็นสิ่งที่หลงเหลือจากการสร้างวัตถุรุ่นแรกที่เป็นบริวารดวงอาทิตย์ วัตถุประเภทนี้จึงมีความสำคัญต่อนักดาราศาสตร์เพราะมันเก็บงำความลับของการกำเนิดระบบสุริยะเอาไว้ที่ไม่อาจหาได้จากบนโลก

อุกกาบาตเนื้อเม็ดชนิดคาร์บอนที่เก็บได้ที่ทะเลสาบทากิช แคนาดา เมื่อปี 2543 มีลักษณะสีเข้มและมีเม็ดสีซีดกระจายอยู่ทั่วในเนื้อหิน คล้ายกับหินที่เป็นส่วนประกอบของดาวเคราะห์น้อยริวกิว  (จาก Michael Holley, Creative Services, University of Alberta.)

ฮะยะบุซะพบว่าดาวเคราะห์น้อยริวกิวมีความหนาแน่นเฉลี่ยประมาณ 1.2 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งแน่นกว่าน้ำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และการที่ริวกิวประกอบด้วยหินต่างกันสองชนิดอยู่ด้วยกัน จึงเป็นไปได้ว่าภายในริวกิวย่อมพรุนไปด้วยโพรงน้อยใหญ่ นั่นแสดงว่าดาวเคราะห์น้อยดวงนี้มีสภาพเปราะบางอย่างมาก

ราล์ฟ ยัวมันน์ หัวหน้าภารกิจของมัสคอต เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับการกำเนิดของริวกิวไว้สองทาง
ทฤษฎีแรกอธิบายว่า ริวกิวเกิดจากวัตถุสองดวงที่ประกอบด้วยวัสดุต่างชนิดกันพุ่งชนกันจนแตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หลังจากนั้นแรงโน้มถ่วงร่วมทำให้เศษวัสดุเหล่านั้นกลับมาเกาะกันเป็นดวงอีกครั้งวัตถุดวงใหม่จึงประกอบด้วยหินสองชนิดที่คละเคล้าปะปนกัน อีกทฤษฎีหนึ่งคือ ริวกิวอาจเป็นเศษที่หลงเหลือของวัตถุดวงเดียว แต่มีแก่นกลางที่มีอุณหภูมิและความดันต่างกัน จึงทำให้เกิดหินสองชนิดขึ้นมา


พื้นผิวดาวเคราะห์น้อยริวกิว จากกล้องโอเอ็นซี-ทีของยานฮะยะบุซะ 2 ถ่ายจากระดับความสูง 64 เมตร เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561  (จาก JAXA)


นอกจากนี้ยังพบว่าบนริวกิวไม่มีฝุ่นอยุ่เลย เช่นเดียวกับดาวเคราะห์น้อยอิโตะกะวะที่ยานฮะยะบุซะลำแรกเคยไปสำรวจมาแล้ว ซึ่งนับเป็นเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์ประหลาดใจไม่น้อย เพราะดาวเคราะห์น้อยย่อมผ่านการถูกชนกระหน่ำโดยจุลอุกกาบาตครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดเวลานับพันล้านปี ซึ่งกระบวนการนี้ย่อมสร้างฝุ่นจำนวนมากบนดาวเคราะห์น้อย แล้วเหตุใดจึงไม่พบฝุ่นเลย

คำอธิบายหนึ่งคือ ฝุ่นที่เกิดขึ้นอาจไหลลงไปเบื้องลึกผ่านตามร่องโพรง หรือไม่ก็กระเด็นหายไปในอวกาศเพราะดาวเคราะห์น้อยมีความโน้มถ่วงต่ำมาก เพียงประมาณหนึ่งในหกสิบของโลกเท่านั้น
ริวกิวมีวงโคจรใกล้วงโคจรของโลก จึงนับเป็นดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกดวงหนึ่ง นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่แจ็กซาเลือกเป็นเป้าหมายของภารกิจ แม้ริวกิวเองจะไม่มีแนวโน้มจะชนโลก แต่การศึกษาดาวเคราะห์ประเภทนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์รู้วิธีที่จะรับมือกับดาวเคราะห์น้อยประเภทเดียวกันดวงอื่นที่อาจชนโลกในอนาคตได้

                       ดาวเคราะห์น้อย 25143 อิโตะกะวะ มีโครงสร้างเป็น "กองหิน" เช่นเดียวกับดาวเคราะห์น้อยริวกิว  (จาก JAXA)

"หากริวกิวหรือวัตถุคล้าย ๆ กันจะเข้ามาชนโลก และหากเราต้องการที่จะเบี่ยงทิศทางของวัตถุดวงนี้เพื่อให้โลกปลอดภัยจากการถูกชน จะต้องทำอย่างระวังอย่างที่สุด เพราะหากมีการกระทบรุนแรงเกินไป ดาวเคราะห์น้อยที่มีมวลร่วมห้าร้อยล้านตันก็จะแตกออกเป็นเสี่ยง ผลก็คือกลายเป็นกลุ่มดาวเคราะห์น้อยที่หนักลูกละหลายตันที่ยังคงพุ่งใส่โลกเหมือนเดิม" ยัวมันน์อธิบาย
ยานฮะยะบุซะ 2 พร้อมตัวอย่างที่เก็บมาได้ มีกำหนดจะกลับมาถึงโลกในเดือนธันวาคม 2563

ที่มา:




วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2562

อีลอน มัสก์ ไม่ล้มแผนยิงนิวเคลียร์ใส่ดาวอังคาร


เมื่อสี่ปีก่อน อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการของสเปซเอกซ์ บริษัทเอกชนด้านการขนส่งอวกาศยักษ์ใหญ่ ได้ผุดความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมดาวอังคารที่หนาวยะเยือกอย่างในปัจจุบันให้มนุษย์อยู่อาศัยได้โดยการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ใส่ขั้วดาวอังคาร โดยเชื่อว่าการระเบิดทำให้น้ำแข็งปริมาณมหาศาลที่ขั้วโลกระเหยออกมา เพิ่มระดับของไอน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศให้มากพอที่จะทำให้เกิดสภาวะเรือนกระจก ซึ่งจะทำให้ดาวอังคารอุ่นขึ้น

แนวคิดหลุดโลกนี้ของมัสก์ไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก เช่นเมื่อปีที่แล้ว งานวิจัยหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์แอสโทรโนมีได้ให้ความเห็นว่า ดาวอังคารมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ไม่มากพอที่จะทำให้ดาวอังคารอุ่นขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ต่อให้ใช้น้ำแข็งที่ขั้วโลกทั้งหมดก็ตาม ดังนั้นการปรับสภาพแผ่นดินดาวอังคารให้อยู่อาศัยได้จึงเป็นเรื่องพ้นความสามารถของเทคโนโลยีปัจจุบัน

นอกจากนี้ ไมเคิล แมนน์ นักวิทยาศาสตร์ด้านลมฟ้าอากาศจากมหาวิทยาลัยเพนน์สเตต ให้ความเห็นว่า การใช้ระเบิดนิวเคลียร์นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังอาจทำให้เกิดผลร้ายตามมา นั่นคือปรากฏการณ์ฤดูหนาวนิวเคลียร์ เพราะการระเบิดย่อมทำให้เกิดฝุ่นควันจำนวนมากขึ้นไปบนบรรยากาศ เป็นการปิดกั้นแสงแดดไม่ให้ส่องถึงพื้นผิว ทำให้สภาพอากาศหนาวเย็นลง ปรากฏการณ์นี้เองที่นักวิทยาศาสตร์คาดว่าเป็นเหตุให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เมื่อ 64 ล้านปีก่อนจากการที่ดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มัสก์ได้เสนอความเห็นที่จะระเบิดขั้วดาวอังคารในครั้งแรกแล้ว เขาก็ไม่ได้พูดเรื่องนี้อีกมากนักจนหลายคนอาจคิดว่ามัสก์คงล้มเลิกความคิดไปแล้ว

แต่เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา มัสก์ได้ทวิตข้อความสั้น ๆ ว่า "ระเบิดดาวอังคาร!" และตามมาด้วยข้อความว่า "เสื้อยืด เร็ว ๆ นี้" พร้อมกับออกแบบเสื้อยืดที่มีลายสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการทิ้งระเบิดใส่ดาวอังคาร
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ดาวอังคาร
ดาวอังคาร มีขั้วใต้ที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งแห้ง (คาร์บอนไดออกไซด์แข็ง) อีลอน มัสก์ ประธานบริษัทสเปซเอกซ์มีแผนจะยิงระเบิดนิวเคลียร์ใส่ที่นี่! (จาก NASA/J. Bell (Cornell U.) and M. Wolff (SSI))

ต่อมาในวันที่ 20 มัสก์ได้ทวิตเกี่ยวกับแนวคิดนี้อีกระลอกหนึ่งโดยอธิบายว่า การทิ้งระเบิดใส่ดาวอังคารอาจเป็นการใช้ระเบิดนิวเคลียร์แบบฟิวชันลูกเล็กหลายลูกไประเบิดที่เหนือชั้นบรรยากาศของดาวอังคารอย่างต่อเนื่อง เหมือนการสร้างดวงอาทิตย์ปลอมไว้เพื่อสร้างความร้อน การทำอย่างนี้จะไม่ทำให้ดาวอังคารต้องเปื้อนกัมมันตภาพรังสี

ความคิดเรื่องการแปลงสภาพแวดล้อมบนดาวอังคารที่ทั้งแล้งและมีรังสีเข้มข้นให้กลายเป็นสภาพที่อยู่อาศัยได้ เป็นเป้าหมายระยะยาวและเป้าหมายสูงสุดของมัสก์ เขามีความฝันที่จะให้ดาวอังคารเป็นโลกสำรองของมนุษยชาติ การลงทุนในธุรกิจการบินอวกาศด้วยการพัฒนาจรวดออกมาหลายรุ่น ก็เป็นการกรุยทางไปสู่จุดหมายปลายฝันนั้น อวกาศยานรุ่นต่อไปที่สเปซเอกซ์กำลังพัฒนาคือ จรวดซูเปอร์เฮฟวี และยานสตาร์ชิป (ชื่อเดิมคือ บิกฟัลคอน) เป็นยานขนาดยักษ์ที่จะบรรทุกผู้โดยสารได้มากถึงคราวละ 100 คนไปยังดาวอังคารได้ และยังเป็นอวกาศยานแบบใช้ซ้ำโดยสมบูรณ์ คาดว่าจรวดซูเปอร์เฮฟวีจะเริ่มนำดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศได้ในปี 2564 และจะเริ่มบรรทุกมนุษยอวกาศได้ภายในปี 2566

ที่มา:

อวกาศ : แนวคิดใหม่เชื่อดาวศุกร์ยุคโบราณมีสภาพเอื้อให้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้

อุณหภูมิพื้นผิวของดาวศุกร์ในปัจจุบันมีความร้อนสูงจนหลอมตะกั่วได้ แม้จะมีการขนานนามดาวศุกร์หรือวีนัส ( Venus) ว่าเป็นดาวคู่แฝดของโลก เพ...